______________________________________________________
ความเป็นมาในการแยกศาลจากกระทรวงยุติธรรม
การแยกศาลปกครองจากกระทรวงยุติธรรมได้รับการหยับยกขึ้นพิจารณาในชั้นต้นโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญอันสืบเนื่องมาจากการแสดงประชามติ เมื่อวันที่ 13 และ 14 ตุลาคม 2516 จากหลักการที่เห็นว่าอำนาจตุลาการเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอำนาจบริหารเนื่องจากสังกัดอยู่กระทรวงยุติธรรม ซึ่งแม้ว่าตามหลักการกระทรวงยุติธรรมเป็นผูดำเนินการในด้านธุรการ แต่ในทางปฎิบัติกระทรวงยุติธรรมได้มอบหน้าที่ให้แก่ผู้พิพากษาเป็นผู้กระทำและรับผิดชอบ เช่น การจัดสร้างศาลเป็นต้น ดังนั้น จึงเห็นว่าควรให้ศาลมีอิสระทั้งในด้านพิจารณาคดีและด้านธรการด้วย ผลการประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นที่ประชุมได้มีมติให้ศาลยังคงสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม แต่ให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการและให้ระบุองค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อมิให้มีการแก้ไขได้ง่ายๆ
จากนั้นแนวความคิดเพื่อให้สถาบันศาลยุติธรรมผู้ใช้อำนาจตุลาการอันเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศสามารถธำรงสถานะแห่งความเป็นอิสระที่แท้จริงในการเป็นหลักประกันด้านการรักษาความเป็นธรรมของประเทศก็ได้รับการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง และจากความไม่คล่องตัวในหลายด้าน อาทิ ด้านอัตรากำลัง ด้านงบประมาณที่ยังอยู่ในความควบคุมของฝ่ายบริหาร ได้ส่งผลให้ตระหนักถึงข้อจำกัดในการพิจารณาพิพากษาคดีรวมถึงการแทรกแซงของฝ่ายอื่นๆ อันเป็นผลให้หลักประกันเพื่อความอิสระอย่างแท้จริงของศาลยุติธรรมได้รับการหยิบยกขึ้นพิจารณาอย่างจริงจัง และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 ให้ศาลยุติธรรมแยกออกเป็นอิสระ โดยมีหน่วยงานทางธุรการเป็นอิสระไม่สังกัดส่วนราชการใดและให้กระทรวงยุติธรรมตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. ........... มีผลใช้บังคับ คือตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 ศาลยุติธรรมจึงมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จากผลของรัฐธรรมนูญมาตรา 275 และถือว่าแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่วันดังกล่าว โดยมีประธานศาลฎีกาเป็นประมุขของศาลยุติธรรม และมีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรมที่เป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
จากนั้นแนวความคิดเพื่อให้สถาบันศาลยุติธรรมผู้ใช้อำนาจตุลาการอันเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศสามารถธำรงสถานะแห่งความเป็นอิสระที่แท้จริงในการเป็นหลักประกันด้านการรักษาความเป็นธรรมของประเทศก็ได้รับการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง และจากความไม่คล่องตัวในหลายด้าน อาทิ ด้านอัตรากำลัง ด้านงบประมาณที่ยังอยู่ในความควบคุมของฝ่ายบริหาร ได้ส่งผลให้ตระหนักถึงข้อจำกัดในการพิจารณาพิพากษาคดีรวมถึงการแทรกแซงของฝ่ายอื่นๆ อันเป็นผลให้หลักประกันเพื่อความอิสระอย่างแท้จริงของศาลยุติธรรมได้รับการหยิบยกขึ้นพิจารณาอย่างจริงจัง และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 ให้ศาลยุติธรรมแยกออกเป็นอิสระ โดยมีหน่วยงานทางธุรการเป็นอิสระไม่สังกัดส่วนราชการใดและให้กระทรวงยุติธรรมตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. ........... มีผลใช้บังคับ คือตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 ศาลยุติธรรมจึงมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จากผลของรัฐธรรมนูญมาตรา 275 และถือว่าแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่วันดังกล่าว โดยมีประธานศาลฎีกาเป็นประมุขของศาลยุติธรรม และมีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรมที่เป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น